วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

ประโยชน์ของท่าโยคะต่อระบบไหลเวียนของโลหิต


อวัยวะที่สำคัญของระบบนี้ประกอบได้ด้วย

o  หัวใจ

o  หลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำและหลอดเลือดฝอย

o  โลหิต

o  น้ำเหลือง และหลอดน้ำเหลือง

หัวใจเป็นอวัยวะที่สำคัญ โดยกล้ามเนื้อหัวใจมีการบีบตัวและคลายตัวเพื่อบีบเอาโลหิตส่งผ่านหลอดเลือดไปหล่อเลี้ยงทุกอวัยวะทั่วร่างกาย ฉะนั้น อวัยวะที่กล่าวมาทั้งหมดต้องแข็งแรงและมีศักยภาพต่อการยืด หด
ท่าโยคะหรืออาสนะ ที่มีประโยชน์ต่อระบบไหลเวียนโลหิต 
o  ท่าไหว้พระอาทิตย์
o  ท่ายืนด้วยไหล่
o  ศีรษะอาสนะ
o  ท่ากระต่าย ท่าเด็ก
o  อุทธิยานะ พันธะ (ท่าหดท้อง) นอลิ (การเคลื่อนไหวช่องท้อง)



 

ท่าโยคะที่มีประโยชน์ต่อศูนย์รวมระบบประสาท (ต่อ)

2. ท่าเด็ก Balasana (Child's Pose)







วิธีการฝึก
  1. คุกเข่าเท้าชิดหรือแยกเท้าเล็กน้อย เหยียดปลายขาและข้อเท้าไปข้างหลัง นั่งลงบนส้นเท้
  2.  ขณะหายใจออกก้มตัว วางหน้าผากลงบนพื้น คอตรงไม่เอียงคอไปข้างหนึ่งข้างใด ก้นอยู่บนส้นเท้า(หากก้มไม่ได้ให้ยกก้นเล็กน้อย)
  3. เหยียดแขนทั้งสองไปเหนือศีรษะ คืบนิ้วไปให้ไกลที่สุด แล้วกดฝ่ามือทั้งสองให้แนบกับพื้นหรือ
  4. กำมือหลวมๆหงายมือขึ้น เหยียดแขนทั้งสองข้างไปปลายเท้าให้มากที่สุด
  5. ค้างท่านี้ไว้ 30 วินาทีหรือมากกว่า
  6. คลายท่า

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

ประโยชน์ของท่าโยคะ ต่อระบบประสาท

            ศูนย์กลางของระบบประสาทอยู่ในสมองและไขสันหลัง ส่วยปลายของระบบประสาทแบ่งออกเป็นเส้นประสาทที่ออกจากสมอง 12 คู่ และออกจากไข้สันหลัง 31 คู่ ระบบประสาทมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของทุกระบบ โดยผ่านทางเส้นใยประสาทเล็กๆ แตกกิ่งก้านสาขาแผ่ไปตามส่วนต่าง ตลอดทั่วร่างกาย

            เมื่อพูดถึงระบบประสาท วิชาโยคะให้ความสำคัญกับศูนย์รวมระบบประสาทที่เรียกว่า จักระทั้ง 7 หรือ กุณฑาลิณีโยคะ ศูนย์รวมระบบประสาททั้งหมดมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของทุกระบบในร่างกาย และเชื่อกันว่า เมื่อได้ฝึกโยคะหรืออาสนะ ฝึกหายใจ หรือปราณยามะและฝึกสมาธิ ส่งสมาธิไปตามศูนย์รวมตามตำแหน่งที่ตั้งในร่างกาย เมื่อฝึกอย่างถูกวิธีแล้ว นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ยังช่วยยกระดับจิตให้มีศักยภาพสูง หรือเกิดพลังจิต เพราะการฝึกกระตุ้นจักระทั้ง 7 เป็นการปลุกศูนย์รวมระบบประสาทและพลังชีวิต(Psychic Center)
             
ท่าโยคะที่มีประโยชน์ต่อศูนย์รวมระบบประสาท


1. ท่ายืนด้วยไหล่โดยใช้กำแพงช่วย


1.นอนหันไปด้านข้าง งอเข่า และเลื่อนบั้นท้ายไปติดกำแพง2.ยกขาขึ้นไปข้างบน โดยที่ยังงอเท่าอยู่
3.วางเท้าติดกำแพงให้ห่างกันหนึ่งช่วงสะโพก งอข้อศอกแนบติดตัว ปลายนิ้วชี้ขึ้นข้างบน
4.ดันเท้าไปที่กำแพงจนสะโพกลอยขึ้นสูงพอที่จะวางมือไปที่ช่วงกลางหลังได้
5.ขยับข้อศอกสองข้างมาใกล้กัน จัดเรียงนิ้วมือทั้งสิบให้ชี้ขึ้น โดยที่นิ้วก้อยแตะกันน้อย
6.ดันเท้าซ้ายไปที่กำแพงและยืดขาขวาตรง ค้างไว้อย่างน้อย 5 ลมหายใจและสลับอีกข้างหนึ่ง
7.ถ้าฝึกจนท่ามั่นคงก็ยืดขาตรงทั้งสองข้างและขยับมือลงมาทางหัวไหล่อีก ค้างไว้ได้ตั้งแต่ 10- 30 ลมหายใจ


ประโยชน์จากท่ายืนด้วยหัวไหล่

    • ผ่อนคลายสมอง ช่วยให้นอนหลับสบาย
    • ดีต่อผู้เป็นโรคหอบหืดและไซนัส
    • กระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์
    • กระตุ้นการทำงานของอวัยวะในช่องท้อง
    • กระชับขาและบั้นท้าย
    • ยืดคอและไหล่

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

ท่าโยคะที่มีประโยชน์ต่อโครงร่าง (ต่อ)

2.  ท่าสามเหลี่ยม
 
     ท่านี้จะช่วยให้ มีน่องสวยได้รูป และกระชับกล้ามเนื้อต้นขาช่วงหลังค่ะ







1. เตรียมตัวด้วยการยืนตรง
2. ก้าวขาขวาไปข้างลำตัวและให้ก้าวยาวๆ
3. หายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ หายใจออก ย่อขาซ้ายลงให้อยู่ในลักษณะชันตั้งฉากกับพื้น ส่วนมือซ้ายให้วางลงด้านในของเท้าซ้าย
4. มือขวาเหยียดชี้ขึ้นฟ้า สายตาให้เล็งไปที่มือขวา
5. หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกแล้วลดมือขวามาวางไว้ด้านในของเท้าซ้าย ส่วนมือขวาเหยียดชี้ขึ้นฟ้า สายตาเล็งไปที่มือซ้าย
6. กลับมาอยู่ในท่าพักแล้วทำสลับข้าง
7. ทำซ้ำ 10 ครั้งเท่ากับ 1 เซ็ต ทำ 3 เซ็ตต่อวัน

*** กรณีที่ต้องการทำแบบ Advance ให้เหยียดขาให้ตึงทั้ง 2 ด้าน (ขั้นตอนที่ 3 ไม่ต้องย่อขา) ซึ่งจะเห็นผลได้มากขึ้น

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

คุณประโยชน์ของโยคะ



คุณประโยชน์ของโยคะด้านเสริมสร้างสุขภาพกาย
ประโยชน์ของท่าโยคะต่อระบบโครงร่าง
        ระบบโครงร่าง กระดูกเป็นอวัยวะสำคับในการช่วยพยุงร่างกาย โดยประกอบเป็นโครงร่างให้กล้ามเนื้อมาเกาะและเมื่อกระดูกหลายๆ ชิ้นมาต่อกัน ซึ่งทำให้เกิดข้อต่อขึ้นเป็นการช่วยในการเคลื่อนไหว ก้ม เงย บิดซ้าย บิดขวาได้
 

ท่าโยคะที่มีประโยชน์ต่อระบบโครงร่าง


  1.   ท่าไหว้พระอาทิตย์ หรือท่าสุริยะนมัสการ
             ท่านี้จะมีหลาย step หน่อยนะคะ ค่อยๆ ทำความเข้าใจแล้วค่อยทำก็ได้ค่ะ สำหรับท่านี้จะช่วยกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรง กระดูกสันหลังยืดหยุ่น ขยายปอดให้ได้รับออกซิเจนเต็มที่ ทำให้เลือดลมดี ผิวพรรณก็จะสวยผุดผ่อง และยังกระชับต้นขา โดยเฉพาะต้นขาด้านหน้า นอกจากนี้ยังเป็นการทำสมาธิ ทำให้จิตใจแน่วแน่ ช่วงนี้สมองจะจดจ่อไม่ฟุ้งซ่าน ในจังหวะที่ต้องก้มศีรษะสุดจะทำให้เลือดมาเลี้ยงหนังศรีษะ จึงเป็นการบำรุงเส้นผมให้ผมเงางามด้วยค่ะ


1. ยืนตัวตรง พนมมือไหว้ที่ระดับอก พร้อมกับหายใจเข้าลึกๆ




2. ค่อยๆ หายใจออก แหงยหน้าขึ้นแล้วแอ่นลำตัวไปข้างหลังพร้อมๆ กับเกร็งหน้าท้อง จากนั้นเอนตัวกลับมาด้านหน้าแล้วก้มตัว ให้มือทั้งสองแตะปลายเท้า ขณะที่ขายังเหยียดตึง


3. หายใจเข้าแล้วนำมือทั้งสองมาวางข้างเท้าทั้งสอง จากนั้นเหยียดเท้าขวาไปด้านหลังให้ตึง สายตามองไปด้านหน้า





4. หายใจออก แล้วเหยียดแขนทั้งสองขึ้นมาพนมเหนือศีรษะ พร้อมกับแอ่นตัวไปข้างหลังและแหงนหน้าขึ้น



5. กลับมาอยู่ในท่าคลสนโดยให้หัวเข่าหน้าแข้ง และฝ่าเท้าราบกับพื้น ส่วนแขนทั้งสองเหยียดตึงกับพื้นเพื่อชันไว้รับน้ำหนักตัว



6. เหยียดเท้าซ้ายไปด้านหลัง และตามด้วยเท้าขวา ให้เท้าทั้งสองเสมอกัน แล้วหายใจออกเบาๆ ยกสะโพกให้โด่งขึ้น ส่วนหลังเหยียดตรง ศีรษะ ก้มลงพื้น แขนทั้งสองเหยียดตึง ท่านี้ตัวคุณจะเหมือนรูป V คว่ำ




7. กลับมาอยู่ในท่านอนคว่ำราบไปกับพื้น โดยให้ท้องถึงพื้นก่อนส่วนอื่น และระหว่างที่กำลังวางตัวลงให้เกร็งกล้ามเนื้อไหล่และหน้าอก ส่วนคางให้ตั้งอยู่บนพื้น ส่วนแขนทั้งสองชันพื้นข้างลำตัว



8. หายใจออกยาวๆ ยกลำตัวขึ้นด้วยแขนทั้งสอง พยายามให้แขนเหยียดตรงแหงนหน้าขึ้นให้สุด สายตามองข้างบน



9. กลับมาอยู่ในท่านั่งยองๆ ให้ขาและปลายเท้าทั้งสองชิดกัน มือทั้งสองจับที่ข้อเท้าด้านหลังทั้งสอง สายตามองไปข้างหน้า





10.หายใจออกเบาๆ ยกตัวขึ้นยืน มือยังคงจับที่ข้อเท้า นำศีรษะมาวางที่หน้าแข้ง



\

11. หายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆ ยกตัวขึ้นแล้วนำมาพนมที่หน้าอก ตัวตรง หลังเหยียด ตามองไปข้างหน้า





12.หายใจออกยาวๆ พร้อมกับแอ่นตัวไปข้างหลัง มือที่พนมอยู่จะผ่านศีรษะไปด้านหลัง และพยายามทำให้แขนทั้งสองเหยียดตึง




13. โน้มตัวกลับมาอยู่ในท่ายืนตรง ทำสมาธิให้นิ่ง หายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ




วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ก่อนอื่น... มารู้จักโยคะกันค่ะ ^_^

ประวัติโยคะ >> โยคะเกิดในประเทศอินเดียเมื่อประมาณ 6,000 ปีมาแล้ว โดยมีกลุ่มองค์กรนักโบราณคดีได้ขุดค้นพบรูปปั้นมนุษย์ในท่าโยคะหลายท่า หลายแบบต่างๆ ที่อยู่ใต้ดินเป็นเวลานาน ที่หุบเขาอินเดียชื่อ ฮาราปปา (Harappa) และหุบเขาโมฮันโจดาโร (Mohanjodaro) ขณะนี้อยู่ในปากีสถาน และสิ่งสำคัญได้พบรูปปั้นของพระศิวะ และองค์ปารวตี (ชายาของท่าน) ในท่าโยคะหลากหลายและอยู่ในท่ากำลังฝึกสมาธิ  เป็นที่สรุปได้ว่า.. วิชาโยคะเป็นที่รู้จักกันในยุคพระเวท ได้อุบัติขึ้นมาก่อนหน้านั้นหลายพันปีมาแล้วในรูปแบบหลากหลาย